share favorite links upload your photo create blog for free
learning about d-looks

Wall Blogs Photos Share Friends

    ความผิดปกติที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน

     ร่างกายมีกระบวนการต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการมีสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่่ร่างกายหรือเกิดขึ้นในร่างกายเอง ภูมิคุ้มกันร่างกาย มีไว้เพื่อป้องกันตัวเองให้พ้นจากอันตรายหรือโทษที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ถ้าภูมิคุ้มกันน้อยเกินไปก้จะทำให้เกิดโรค ต่างๆ ได้ง่าย แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกันมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดดรคได้เช่นกัน

    โรคภูมิแพ้ (allergy) เ็ป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านแอนติเจนบางอย่าง เช่น การแพ้สารเคมีในบ้าน ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ อาหารทะเล และอากาศ อาการอาจไม่รุนแรงแต่จะมีอาการต่อเนื่อง ต้องได้รับ การรักษาตลอดเวลา จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า โรคนี้อาจเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมด้วย อาการของ โรคภูมิแพ้ หากเป็นอาการแพ้ทางระบบหายใจ จะมีลักษณะ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ คัน จาม ถ้าโพรงจมูกบวมมาก อาจจะมีน้ำมูกไหลลงคอ หรือ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะตอนนอน และเมื่ออากาศเย็น (อาการหอบหืดก็ถือว่าเป็นภูมิแพ้ลักษณะหนึ่งเช่นกัน) ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้มักจะไม่มีไข้ ถ้ามีไข้น่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสร่วมด้วย

                       hearth1.gifอาการทางผิวหนัง จะมีอาการคันตามบริเวณผิวหนัง มีผื่นแพ้ซึ่งเป็นได้ทั้ง ตุ่มเล็กๆ ไปจนถึงตุ่มที่เป็นปื้นขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าลมพิษ

                       hearth1.gifอาการทางตา จะมีอาการในลักษณะการคันในดวงตา น้ำตาไหลบ่อย ตาแดง

                      hearth1.gifอาการแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง ในทางการแพทย์เรียกชื่อโรคในภาษาอังกฤษคือ Allergic rhinitis แปลเป็นภาษาไทยว่า ” โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ “  จมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจเพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม โดยติดที่ขนจมูกและใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม เยื่อจมูกยังมีหน้าที่ ผลิตสารเยื่อเมือกเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมโพรงจมูกอักเสบ การที่โพรงจมูกเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก ซึ่งจริงๆ แล้วมีสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ เช่น
                          1. โรคแพ้อากาศ (โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้)
                          2. โพรงจมูกอักเสบจากเชื้อโรค
                               2.1 ไวรัส เรียกว่า หวัด
                               2.2 เชื้อแบคทีเรีย
                          3. โพรงจมูกอักเสบ จากยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนบางชนิด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
                          4. โพรงจมูกอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ
                          5. บางครั้งโพรงจมูกอักเสบอาจเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงบางโรคได้
                        โรคแพ้อากาศ คือ โรคที่เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งเกิดอาการของโรคขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันจมูก คัดจมูก หายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหล อาจจะกระแอมบ่อยๆ เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ อาการคัดจมูกถ้าเป็นมาก ผู้ป่วยบางคนจะใช้มือดันจมูกขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ จะเกิดรอยขาวๆ ขึ้นที่สันจมูก โรคแพ้อากาศก็เป็นโรคหนึ่งซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม มักจะมีประวัติความเจ็บป่วย แบบเดียวกันในครอบครัว
                       hearth1.gifอาการแพ้อาหาร    นั้นจะมีอาการได้หลากหลาย บางคนแพ้อาหารบางชนิด เช่น เด็กทารกบางคนแพ้นมวัว ผู้ใหญ่บางคนแพ้อาหารทะเล ของหมักดอง สุรา เบียร์ เนื้อสัตว์ อาหารสุกๆ ดิบๆ และผลไม้บางชนิด อาการแพ้อาจแสดงออกได้หลายระบบอวัยวะ เช่น อาการทางเดินอาหารได้แก่ ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม เสียงแหบ คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย อาการทางผิวหนัง คันตามตัว ลมพิษ ผิวแดง ทางเดินหายใจ แน่นหน้าอก หายใจหอบ หายใจเสียงดังหวีด จมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม
    ตา มีน้ำตาไหล คันในตา ในรายที่เป็นรุนแรงผู้ป่วยจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรง ความดันโลหิตต่ำ และเสียชีวิต 

                      hearth1.gifอาการแพ้แมลง  เมื่อแมลงกัดมันจะปล่อยสารพิษเข้าผิวหนัง สารพิษที่มันปล่อยบางชนิดจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้จะมีตั้งแต่แพ้อย่างอ่อนคือมีอาการคัน บวมและแดง บางรายอาจจะเกิดภูมิแพ้หลังจากถูกกัดหลายวัน มีอาการปวดข้อ คัน คนส่วนใหญ่จะไม่แพ้แมลง ท่านผู้อ่านต้องแยกภาวะระวังแพ้แมลงกับการอักเสบธรรมดา คนที่ถูกแมลงกัดจะมีอาการเฉพาะที่คือ บวม ปวด แดง ซึ่งอยู่เฉพาะที่ถูกกัด สำหรับบางคนมีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการบวมของทั้งแขนหรือขา อาการบวมเป็นมากหลังถูกกัดไปแล้ว 48 ชั่วโมง และผื่นอาจจะอยู่ได้ 7-10 วัน
                    เมื่อมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์

                    clock.gif     น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม คันจมูกเรื้อรัง

                    clock.gif     ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

                    clock.gif     ไอมากหรือเหนื่อยเวลาเป็นหวัด ตอนออกกำลังกาย หรือตอนกลางคืน

                    clock.gif      ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

                    clock.gif      เป็นลมพิษบ่อย

                    clock.gif      สัมผัสสารบางอย่างแล้วผื่นขึ้น    

                    clock.gif       กินอาหารบางชนิดแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก     

                    clock.gif       คันตา แสบตา น้ำตาไหลเรื้อรัง

    line31.gif

    การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อตนเอง (autoimmunity) เช่น โรคเอสแอลอี (systemmiclupus erythematous)  อาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (จากปอดอักเสบหรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (หัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน

                   สาเหตุการเกิดโรค   เป็นความผิดปกติที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ต่อต้านดีเอ็นเอในเซลล์ตนเอง ออโตอิมมูน (autoimmune) รวมกับแอนติเจนในร่างกาย เกิดเป็นอิมมูนคอมเพล็กซ์ และเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง บางครั้งการทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง เกิดจากแอนติบอดีโดยตรง เช่น ทำลายเม็ดเลือดแดง ทำลายเกล็ดเลือด โดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถสร้างความแตกต่างได้ว่า เซลล์ใดเป็นของตนเอง และเซลล์ใดเป็นของแอนติเจน จึงจะสร้างแอนติบอดีจำเพาะมาทำลายแอนติเจนเท่านั้น แต่จะไม่ทำลายเซล์ืของตนเอง ในบางกรณีถ้าเกิดภาวะผิดปกติเกิดขึ้น กลไกการควบคุมเสียไปทำให้แอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอสแอลอี จะต้องดูแลรักษาตนเองควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทางการแพทยือย่างสม่ำเสมอ
                  ปัจจัยที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรค
                    ball3.gif    ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่าแฝดไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าปกติ และครอบครัวของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี มักจะเป็นโรคออโตอิมมูนชนิดอื่นร่วมด้วย ยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเอสแอลอี มีประมาณ 3-10 ยีน ที่รู้จักกันดีได้แก่ HLA-DR2 และ HLA-DR3

                    ball3.gif    ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญได้แก่ รังสีอุลตร้าไวโอเล็ต และยาบางชนิด (ซัลฟา  ไฮดราลาซีน เมทิลโดพา  โปรเคนเอไมด์  ไอเอ็นเอช   คลอโพรมาซีน   ควินิดีน   เฟนิโทอิน ไทโอยูราซิล)

                    ball3.gif    เชื้อชาติ พบว่าผู้หญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เป็นโรคเอสแอลอีกันมาก

                    ball3.gif    ฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโรคของโรคเอสแอลอี จากการสังเกตพบว่าโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิง โรครุนแรงในสตรีวัยเจริญพันธุ์ และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยเอสโตรเจนในขนาดสูง พบว่ามีโอกาสที่โรคเอสแอลอีจะกำเริบได้สูงมาก นอกจากนี้การตั้งครรภ์ยังทำให้อาการของโรคกำเริบมากขึ้นอีกด้วย

                  อาการผิดปกติที่พบ  คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็กๆ (ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า) ทั้งสองข้าง คล้ายๆ กับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการ) ทำให้กำมือลำบาก อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไป เป็นเดือน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังจะมีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่จมูกทั้งสองข้าง ทำให้มีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อเรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (butterfly rash) บางรายมีอาการแพ้แดด คือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงขึ้นและผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจน อาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรงขึ้น  บางรายอาจมีจุดแดง (petichiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ ก่อนมีอาการอื่นๆ  บางรายอาจมีผมร่วงมาก มีจ้ำแดงๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ตับม้ามโต หรือ มีภาวะซีดโลหิตจาง (จากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย)  ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว หายใจหอบ (จากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในช่องปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นปี

     

    sle2.jpg

    butterfly rash

    โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (AIDS) ย่อมาจาก Acquried Immune Deficiency Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิด HIV (Human Immunodeficiency Virus)  เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อ HIV จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลงหรือบกพร่อง ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อจะป่วยเป็นโรคติดต่อได้ง่ายกว่าคนปกติ เช่น วัณโรค ปอกบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเริม โรคท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดได้ง่าย การติดต่อของโรคติดได้ โดยทางเลือดและของเหลวจากร่างกาย เช่น การร่วมเพศ และการถ่ายเลือด

     aids-1.gif

    AIDS Virus

    ประวัติความเป็นมา
                       โรคเอดส์ พบครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2524 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซีสตีสแครินิอาย(Pneumocystis Carinii) ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทาน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่าเซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ

                       จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศแถบอาฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ.2503 และต่อมาได้แพร่ไปยังเกาะไฮติ  ทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย

                       สำหรับผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยนั้นเป็นชา่ยอายุ 28 ปี เดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกาและมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการ

                       ใน พ.ศ.2526ได้รับการตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอเมริกาพบว่าปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis Carinii  แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคเอดสจึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย ในปีพ.ศ.2527 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

    เอดส์ : การติดต่อ 

    1. การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่ การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ 
    2. การรับเชื้อทางเลือด

       

    3.  

    4.  

    5.  

              -  ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อเอดส์ ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง

              -  รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100%

     

     

     

        3. ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อ HIV  จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30 จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ  HIV จากแม่ได้

    อาการ :เอดส์
                   คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกายม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไปขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกายถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค
    ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร
                   ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียกว่าเลือดเอดส์บวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้วร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody)เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกได ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน6เดือนโดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ ขนาด1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง  ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์ โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้
    ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
                   เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก   งูสวัด   เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง   จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์
    ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์
                   เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’ssarcoma)และมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง  ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ ซาร์โค มา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น ส่วนจะมีหลายตุ่ม  บางครั้งอาจแตกเป็นแผล เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไห หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10 - 20 ปีและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้
    อาการของเอดส์ มี 2 ระยะ
                   1. ระยะไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะนี้ และบางคนไม่ทราบว่า ตัวเองติดเชื้อ จึงอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

                   2. ระยะมีอาการ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการ ภายหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 7-8 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

                     - ระยะเริ่มปรากฎอาการ อาการที่พบคือ มีเชื้อราในปาก ต่อมน้ำเหลืองโต งูสวัด มีไข้ ท้องเสีย น้ำหนักลด มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง

                     - ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

    ขอบคุณข้อมูลจาก www.Deen2Do.com

     

     

     

     

    Created by ?BURN?? on Tuesday, April 21, 2009 at 12:47 pm.

    7422 Views · 3 Comments

  • opor_preaw

    อยากได้มากเลยทำงัยดี   เม้นก็ไม่ได้

    Comment No.1

  • opor_preaw

    รบกวนด้วยเราอย่าได้ตอนที่  25  มากเลย   รบกวนด้วยนะคะๆๆๆๆ

    Comment No.2

  • llRegina_1ll~HC&OT~

    opor_preaw 1ได้PMลิ้งโหลดไปให้แล้วนะคะ

    Comment No.3

  • shong_nank

    เรขอ 24-25 เลยนะอยากได้มั่กๆๆๆๆๆๆ   ขอบคุณล่วงหน้า

    Comment No.4

  • <-----cHoNgKo----->

    - -*

    Comment No.5

  • llRegina_1ll~HC&OT~

    shong_nank 1ได้PMลิ้งโหลดไปให้แล้วนะคะ

    Comment No.6

  • shong_nank

    ขอบคุณมากมาย F4 24-25

    Comment No.7

  • 117.47.3.xx

    อยากดูตอนจบมั่กมากเรยค่ะ ขอบคุงมากคร๊า...(";)

    Comment No.8

  • isabelle

    อยากดูตอนที่ 24-25 ค่ะ ช่วยโพสหน่อยน่ะค่ะ อยากดูมากๆเรยค่ะ โพสเร็วหน่อยก้ดีน่ะค่ะ จะรอดูค่ะ ขอบคุณมากน่ะค่ะ

    Comment No.9

  • 125.25.13.1xx

    ขอด้วยนะครับ ทั้ง 24-25 เลยนะครับ

    Comment No.10

  • JT

    yoyo ขอด้วยนะครับ Jate

    Comment No.11

  • JT

    ลืม บอก ว่าเอา 24 กะ 25 นะครับ

    Comment No.12

  • mr_phol

    แฟนผมเค้าอยากดูมากกกกกก ตอนที่ 24-25 หาทุกเว็บ ไม่มีเยยยย ขอด้วยคนครับ....ขอบคุงคับ

    Comment No.13

  • toook

    ขอ 24 และ 25 ด้วย คน

    Comment No.14

  • llRegina_1ll~HC&OT~

    ตอนที่24-25 ตามไปเก็บเอาที่ นะคะ http://regina-1.exteen.com/20090805/series-boys-over-flowers-f4-korea-thaisub นะคะ

    Comment No.15