|
หนังสือกามนิตได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ......... แก่นอันเป็นคุณค่า ของเรื่องกามนิต คือ ความรัก ความทุกข์จากรัก และดับทุกข์ด้วยธรรมะ
.......... หลังจากกามนิต บุตรพ่อค้าที่เป็นเศรษฐีแห่งกรุงอุชเชนี ประสบปัญหา อกหัก เนื่องจาก
วาสิฏฐี ธิดาเศรษฐีช่างทองแห่งกรุงโกสัมพี ถูกบังคับให้แต่งงานกับ สาตาเคียร ผู้เป็นบุตรของ ประธานมนตรี ร่วมกรุงโกสัมพี ซึ่งวาสิฏฐีถูกสาตาเคียรลวงว่า กามนิตถูกฆ่าตายไปแล้ว นางจึงตัดสินใจแต่งงานกับสาตาเคียร และ กามนิตมาณพ ผู้กลับมายังกรุงโกสัมพีในวันแต่งงานพอดี ได้เห็น เจ้าสาวในพิธีวิวาห์ ที่นั่งอยู่บนกูบหลังช้าง ซึ่งแม้มีเสื้อผ้าแพรพรรณหุ้มคลุมเป็นกลุ่มราวกับสีรุ้ง แต่ร่างที่อยู่ในผ้านั้น
กลับคล้ายไม่มีชีวิต เพราะเห็นโยกย้ายไปตามกิริยาโคลงเคลงที่ช้างย่าง
รู้สึกว่ามีอาการเศร้าๆ อย่างไร อธิบายไม่ถูก น่ากลัวว่าเวลาโยกจะพลัดตกจากหลังช้างกลิ้งลงมา .......... ผู้ซึ่งมีตำนานความรักยามค่ำคืนกับเขาบนลานอโศก ภายในบริเวณปราสาทของบิดานาง ที่ซึ่งทั้งสองได้สัญญารักต่อกัน ทั้งยังได้ให้ปฏิญญาแก่กันอีกครั้งหนึ่งที่ เทวาลัยพระกฤษณะ หลังกำแพงกรุงโกสัมพีด้านตะวันออก ว่า ทั้งสองจะซื่อสัตย์ไม่พรากจากกันนอกจากมัจจุราชจะคร่าพาตัวไป แล้วกามนิต ก็ถึงกับหน้ามืด หมดกำลังวังชา ทอดกายให้ถูกอุ้มเข้าไปพักในโรงแรม
นอนอยู่ในมุมมืด หันหน้าเข้าข้างฝา นอนแข็งอยู่อย่างนั้นหลายคืน น้ำตาไหลพราก ไม่ยอมกินอาหาร
ไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากจมดิ่งอยู่ในห้วงความเสียใจที่เสียคนรักไป ไม่มีวันจะได้คืนมาอีกแล้ว นอกจากนี้ไม่ต้องการจะให้ใครเห็นตัวที่กรุงโกสัมพี เกรงจะมีใครจำได้ แต่ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการปิดบังไม่ให้ วาสิฏฐี ทราบว่าเขากลับมาที่นี่อีก .......... แม้จะแค้นแสนแค้นว่า ความสัตย์ปฏิญญาของสาวน้อยนี้หนอ เชื่อถือไม่ได้เอาทีเดียว แต่ก็เห็นความจำเป็นอยู่เหมือนกันที่นางถูกบิดามารดาบังคับ ทั้งรำลึกถึงใบหน้าและกิริยาอันเศร้าด้วยความทุกข์ระทม บนกูบช้างของนาง ความโกรธความแค้นที่แน่นจนคับอกก็พลันมลาย เหลือแต่ความสงสารเข้าไปเต็มตื้นอยู่ในใจ จนตกลงแน่วแน่ว่าจะไม่เพิ่มความทุกข์ของนางให้ยิ่งขึ้น ทั้งไม่ให้นางรู้ว่าเขากลับมากรุงโกสัมพีแล้ว จะไม่ให้รู้เรื่องแม้แต่เพียงนิดเดียว ในที่สุดเมื่อนางเห็นว่าเงียบหายไปนานก็คงจะคิดว่าเขาตายแล้ว ความทุกข์โศกก็จะค่อยๆ หายไปเอง .......... .......... จากความเป็น วีรบุรุษ ในสายตาของ วาสิฏฐี เมื่อ กามนิต กลับมาอยู่กับบิดามารดา ที่กรุงอุชเชนี มหานครที่มีชื่อเสียงตลบไปในชมพูทวีป ว่าสนุกสนานหาความบันเทิงได้ไม่มีที่เปรียบ ไม่น้อยไปกว่าความงามรุ่งเรืองของปราสาทราชมนเทียร
เมื่อมีนางงามนำถ้วยทองอันเต็มปริ่มด้วยสุธารส และความบันเทิงมาฉอเลาะรออยู่ที่ริมฝีปาก แล้วไฉนจะไม่ดื่มโดยยินดี อาศัยที่ กามนิต มีปฏิภาณทันใจ มีความรู้ในศิลปวิทยา รู้จักการเล่นอันควรแก่การสมาคมทุกอย่าง นางคณิกาที่ลือชื่อจึงต้อนรับเขาเป็นแขกพิเศษ และ เพราะได้เรียนรู้ ภาษา มารยาทโจรมาแล้ว เป็นอย่างดี ระหว่างถูกกักรอการไถ่ตัวในชุมโจรขององคุลีมาล กามนิตจึงคบหาสมาคมกับ นางคณิกาชั้นต่ำด้วยพวกหนึ่ง ถึงแม้ว่าความเป็นไปของพวกชั้นนี้ จะเป็นชนิดที่เลวทราม แต่กามนิตก็ตีตนสนิทสนมมิได้รังเกียจ จนนางคณิกาเหล่านั้นหลายคนภักดีต่อเขาสุดชีวิตจิตใจ .......... บิดาของกามนิต ได้ขอให้กามนิตแต่งงานมีครอบครัว.. กามนิตจึงพร้อมจะปฎิบัิติตาม แต่ด้วยความที่ไม่ได้รักภรรยาเลย จึงหาทางไปขายของต่างเมืองตลอดเวลา แล้วภรรยาได้กำเนิดธิดา มา 2 คน ด้วยความมั่งคั่ง บิดาของกามนิต จึงหาภรรยามาให้ใหม่เพื่อจะได้มีบุตรชาย แล้วก็กามนิต ไม่เคยมีความสุขกับครอบครัวเลย ... ฝ่ายวาสิฏฐี ก็หามีความสุขไม่ นางได้กำเนิดธิดา หลังจากนั้นธิดาก็ป่วยและตายลง สาตาเคียรจึงหาภรรยาใหม่ เพราะต้องการบุตรชาย ซึ่งสาตาเคียรก็ไม่เคยสนใจวาสิฏฐีอีกเลย .... คืนหนึ่งองคุลีมาล ได้มาหาวาสิฏฐี เพื่อแจ้งความจริงว่ากามนิตยังไม่ได้เสียชีวิต ทั้งหมดเป็นอุบายของสาตาเคียร นางจึงรู้สึกผิดมากที่ผิดสัญญา กับกามนิต แต่องคุลีมาลบอกว่าไม่ใช่ความผิดของวาสิฏฐี แต่เป็นความผิดของสาตาเคียร จึงร่วมมือกันจะสังหารสาตาเคียร .... ระหว่างนั้นพระพุทธเจ้าพบกับองคุลีมาล จึงได้แสดงธรรมให้กับองคุลีมาล "เจ้าจงอย่าได้เบียดเบียนชีวิตของผู้ใดอีกเลย, องคุลีมาล" องคุลีมาลจึงกลับมาเล่าให้วาสิฏฐีฟังว่าได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามา ทำให้วาสิฏฐีสงสัยในตัวพระพุทธเจ้าว่า "มหาบุรุษท่านใดนะ ที่สามารถกำราบมหาโจรให้กลายเป็นผู้ที่มีกิริยาวาจาอ่อนน้อมได้รวดเร็วเช่นนี้ มหาบุรุษนั้นจะสามารถบำราษฏ์ สิ่งที่ดุร้ายที่สุดในธรรมชาติ คือ ความรักอันร้อนรุ่มที่อยู่ในใจเราได้ไหมหนอ" พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในมือนี้เทียบกับใบไม้ในป่าทั้งหลายส่วนไหนมีเยอะกว่ากัน ธรรมมะ ส่วนที่ตถาคตเห็นแจ้ง แต่ยังไม่ได้แสดง ย่อมมีมากกว่าที่แสดงแล้วแก่ท่าน สิ่งใดที่แสดงแล้วก็เปรียบเหมือนใบไม้ที่อยู่ในมือ สิ่งใดที่เรายังไม่ได้แสดงก็เปรียบเหมือนใบไม้ในป่า พระพุทธเจ้าตรัสกับวาสิฏฐีขณะ นางจะถวายภัตตาหาร "ดูก่อนนางผู้เจริญ สิ่งของที่นำมาบุชานี้อุดมยิ่งนัก ส่วนภิกษุสาวกของเราเป็นผู้มักน้อยเป็นทายาทแห่งสัจธรรม หาใช่เป็นทายาทแห่งขัดสนไม่... แต่ว่าพระพุทธเจ้าในปางก่อน ทรงอนุญาติให้รับเครื่องสักการะจากผู้เลื่อมใสเพื่อให้เป็นทานอันกุศล เพราะถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้แจ้ง..แม้มีข้าวอยู่ฝ่ามือเดียวก็ต้องแบ่งให้คนที่อัตขัดกว่า
By: @AmY@,
Date: 4 เดือนที่แล้ว,
Point: 7 point,
Views: 201,
Comments: 1
Leave Comment |
Comment 1:
หนังสือ แนวนี้ เราอ่านมาเยอะแหละ น้ำเน่า อยู่นะ
By : <~Ni Thi Koon~>, 4 เดือนที่แล้ว